LATEST POST

READ ARTICLE

เลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ดีอย่างไร

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์อิฐบล็อกนับได้ว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงมากกว่าในอดีตเพราะว่าสามารถที่จะเลี้ยงได้ง่ายและสะดวกในการที่เราจะเลี้ยงปลา สะดวกในการให้อาหารและสะดวกในการที่เราจะถ่ายน้ำปลา โดยเฉพาะเรื่องของการเลี้ยงเพื่อการบริโภคในครัวเรือนเป็นหลักมาดูเรื่องของประโยชน์ของการเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์กันเถอะว่ามันมีประโยชน์และดีอย่างไร 1. สะดวกในการที่เราจะดูแลและเลี้ยงปลาดุกใกล้บริเวณที่พักอาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายน้ำและการจับบริโภคหรือขายได้ง่ายเดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว
2. เลี้ยงปลาดุกได้จำนวนมากเพราะว่าปลาดุกใช้พื้นที่เลี้ยงค่อนข้างน้อยและเป็นปลาที่สามารถที่จะทนต่ออกซิเจนต่ำได้นั้นเอง
3. ระยะเวลาในการที่จะเลี้ยงปลาดุกนั้นค่อนข้างจะน้อย ทำให้สามารถที่จะจับบริโภคหรือว่าจำหน่ายได้ไว ใช้เวลาเพียงแค่รุ่นละ 2-3 เดือนเท่านั้น
 4. ปลาดุกเป็นปลาที่ค่อนข้างจะทนต่อโรค ตายยากและยังทนต่อสภาวะน้ำเสีย ไม่ค่อยได้เปลี่ยนน้ำ
5. น้ำที่ใช้ในการเลี้ยงปลาดุกนั้น มีอินทรีย์สารจำนวนมากสามารถที่จะถ่ายน้ำจากการเลี้ยงมาใช้ในการที่จะรดน้ำต้นไม้หรือว่าพืชผักได้
วิธีการเลือกสถานที่ในการสร้างบ่อซีเมนต์
1. ควรเลือกพื้นที่ในการที่จะเลี้ยงให้อยู่ใกล้บ้านจะได้ดูแลง่ายและเลือกไม่ให้สว่างมากมีร่มเพราะว่าปลาดุกไม่ชอบแสงสว่างมาก
2. พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำทางธรรมชาติหรือว่าแหล่งน้ำที่สามารถที่จะถ่ายน้ำได้อย่างสะดวก แหล่งน้ำ
3. เน้นพื้นที่ราบเรียบ มีพื้นดินที่อัดแน่น เพื่อที่จะได้สามารถที่จะวางบ่อซีเมนต์ได้
4. สร้างบ่อซีเมนต์อิฐบล็อก กว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 0.6 เมตร โดยการเทพื้นคอนกรีตและก่ออิฐบล็อกสูง 3 ก้อนลึก 60
5. ปล่อยน้ำเข้าบ่อซีเมนต์ที่ใช้ในการเลี้ยงปลาดุกให้ให้มีระดับความลึกพอสมควรอยู่ที่ประมาณ 50 เซนติเมตร หากสามารถที่จะเติมสารจุลินทรีย์ (EM) เป็นอาหารลูกปลาได้จะดีมาก นอกจากจะเป็นอาหารลูกปลาแล้วยังช่วยให้น้ำปลาไม่ขุ่นไวเสมือนเลี้ยงใน กระชังบก

READ ARTICLE

การยกเลิก และ นโยบายการคืนเงินของการจองที่พักออนไล...

การจองออนไลน์หากจะมั่นใจได้ว่าการจองของเรานั้นในช่วงเดียวกัน วันที่เดียวกัน เวลาเดียวกันนั้นได้ราคาที่ดีและถูกที่สุดไม่ใช่วาเที่ยวทีเดียวกันพักที่เดียวกันแต่สุดท้ายราคาจองของเรานั้นกลับแพงกว่าแบบนั้นไม่เอาดีกว่า ดังนั้นการจอง บ้านพักหัวหิน พูลวิลล่า ยังไงให้ได้รับการรับประกันราคาที่ดีที่สุดนั้นแหละสำคัญที่สุด สำหรับหลายคนที่มีประสบการณ์ในการจองที่พักด้วยช่องทางนี้บ่อยครั้งแล้วนั้นมีประสบการณ์ในการจองคงจะไม่มีปัญหาอะไรแต่สำหรับมือใหม่หัดขับนี้แหละมันยากหน่อย บางทีจองไปแล้วพบว่า เมื่อจองห้องพักแล้ว กลับพบราคาที่ถูกกว่าในเว็บไซต์อื่น ทางแก้คือการเลือกจองจากเว็บไซต์ที่มีนโยบายรับประกันราคาที่ดีที่สุดจะดีกว่า ตัวอย่างเช่น เช่น Best Price Guarantee ของ Hotels.com จะมีการรับประกันว่าเมื่อจองโรงแรมแล้ว หากคุณพบราคาที่ถูกกว่าสำหรับการเข้าพักในวันเดียวกันและห้องพักแบบเดียวกัน เสียอีกและเมื่อจองแล้วไปพบว่ามีราคาแพงกว่าเว็บอื่นสามารถที่จะรับเงินค่าส่วนต่างคืนได้ด้วย
การวางแผนท่องเที่ยวนั้นเรื่องของการจองที่พักนั้นบอกได้เลยว่ามันสำคัญมาก และเมื่อตัดสินใจในการจองไปแล้วนั้นเรื่องของการยกเลิกและคืนเงินของแต่ละเว็บไซค์มันสำคัญมากมาดูกันเถอะ การยกเลิก และ นโยบายการคืนเงินของแต่ละเว็บ
1. Booking เว็บนี้พบว่ามันมีปัญหาน้อยมากในการที่เรานั้นจะคืนเงินเพราะว่ามีข้อดีในเรื่องของการจองแล้วไปจ่ายเงินที่ที่พักหรือว่าโรงแรมได้เลย เรื่องของปัญหาในการที่เราจะมาขอคืนเงินนั้นจึงแทบว่าจะไม่มีเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าแทบไม่พบปัญหาอะไร เพราะเวลาเราจ่ายเงิน เราต้องไปจ่ายที่โรงแรมเลย นั้นเอง เงินอยู่เรา ปัญหาจะเกิดก็เราไม่ไปเข้าพัก แล้วไม่แจ้งล่วงหน้า 24 ชั่วโมงแบบนั้นเราผิดทำให้เราจะต้องเสียเงินแน่นอน
2. Agoda คือ ด้วยความที่ว่าเว็บนี้มีห้องพักใน 1 ที่ค่อนข้างจะหลากหลายมีทั้งแบบธรรมดา มีแบบเตียงคู่ เตียงเดี่ยว ทำให้ราคามันต่างกันออกไปด้วย ทำให้เงื่อนไขการยกเลิกการจอง ก็มีหลายแบบด้วยเช่นกัน ดังนั้นบางคนโดนหักเงินไปหลายบาทเช่นเดียวกันไม่เหมือน booking ที่มีเงื่อนไขเดียวคือยกเลิกก่อน 24 ชั่วโมงคือฟรี หลังจากนั้นโดนหักเงินเท่านั้นเอง
3. Airbnb ระเบียบการยกเลิก Airbnb ค่อนข้างจะมากเนื่องจากว่ามันคือการพักแบบที่ติดต่อกับเจ้าของที่พักเองทำให้รายละเอียดค่อนข้างแน่นมากทำให้การจองไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องของการยกเลิกจึงค่อนข้างจะซับซ้อนหน่อย ดังนั้นควรดูเงื่อนไขให้ดีก่อนทำการจองจะดีกว่า

READ ARTICLE

ทำไมต้องมีการอบรมพนักงานที่ทำหน้าที่ขับรถยกในงานอุ...

หลักการและเหตุผลเกี่ยวกับการใช้งานและการ ซ่อมรถโฟล์คลิฟท์ ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารถยกประเภทนี้มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม เพราะนำมาใช้ในการยกเคลื่อนย้ายและจัดเรียงสินค้าที่มีน้ำหนักมากเพื่อลดการใช้แรงงานของคนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ควบคุมรถยกส่วนใหญ่มีการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ได้แก่ ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว เฉี่ยวชนสินค้าสิ่งของต่างๆ ข้ามขั้นตอนปฏิบัติงานสาเหตุเหล่านี้มีผลทำให้บุคคลได้รับบาดเจ็บ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน จึงเห็นว่าการฝึกอบรมให้กับพนักงาน เป็นสิ่งสำคัญเพื่อพัฒนา ความรู้ ทักษะและทัศนคติที่ดีในการควบคุมรถยก สอนขับ รถยก และลดความสูญเสียหรืออุบัติเหตุต่างๆที่อาจเกิดขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้องค์กรมีความสำเร็จในกระบวนการผลิตได้เป็นอย่างดี
    1. วัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมพนักงานควบคุมรถยกให้มี ความรู้ ทักษะและทัศนคติที่ดีในการทำงาน ยก เคลื่อนย้ายและจัดเรียงสินค้า เพื่อให้นายจ้างได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งจัดว่าเป็นกฎที่ได้กำหนดขึ้นเพื่อที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการขั้นตอนการผลิตให้มีความปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้พนักงานขับรถยกรู้วิธีการใช้รถยก เคลื่อนย้ายวัสดุอย่างปลอดภัย เพื่อให้พนักงานขับรถรู้วิธีการตรวจสอบและบำรุงรักษารถยก เพื่อให้พนักงานขับรถเกิดความปลอดภัยและป้องกันทรัพย์สินเสียหาย
    2. มีส่วนในการช่วยให้มีความรู้เพิ่มขึ้นในเรื่องของความสามารถในการยก เคลื่อนย้ายสินค้า วิธีบำรุงรักษา และการควบคุมรถยกที่ถูกต้อง ช่วยให้มีทักษะเพิ่มขึ้นในการบำรุงรักษาและการควบคุมรถยกได้ถูกต้องตามขั้นตอน ช่วยให้มีทัศนคติที่ดีในการบำรุงรักษา และการควบคุมรถยก ยืดอายุการใช้งานและโอกาสการเกิดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนการผลิต
    3. การนำรถยกเข้ามาใช้ในกระบวนการเคลื่อนย้ายและการเก็บรักษาวัสดุ ซึ่งเป็นกระบวนการหลักที่สำคัญของโรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายภายในและส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า แต่ความสะดวกสบายจากการใช้รถยก ก็แฝงไว้ด้วยอันตรายที่พร้อมจะเกิดเป็นอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ถ้าพนักงานขับรถยกไม่เข้าใจถึงการใช้รถยกอย่างปลอดภัยและการตรวจสอบบำรุงรักษารถยกให้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

READ ARTICLE

แนะนำสูตรธรรมชาติรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำรับรองผล

ปัญหารอยฝ้า กระ จุดด่างดำ ที่เกิดจากแสงแดด พันธุกรรม หรือว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอายุที่มากขึ้น รอยสิว เราสามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองได้ไม่ยากจนเกินวันนี้จะมาแนะนำสูตรสมุนไพรในการที่จะดูแลใบหน้าด้วยสมุนไพรธรรมชาติ
สูตรที่ 1 น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์
สรรพคุณ คือ มีกรดอะซิติก ช่วยในเรื่องการช่วยในการปรับสีผิวให้ขาวกระจ่างใสมากกว่าเดิม ช่วยให้สีผิวที่คล้ำนั้นดีขึ้น ทำให้ผิวเรียบเนียน อีกทั้งยังสดใส  ข้อเสียเพียงข้อเดียวคือ มีกลิ่นฉุน
วิธีการทำคือ ใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน พักส่วนผสมเอาไว้ก่อนแล้วล้างหน้าให้สะอาด พอกส่วนผสมเอาไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่าง
สูตรที่ 2 ว่านหางจระเข้
สรรพคุณ คือ ลดการอักเสบของผิว ลดการแสบร้อนจากแสงแดด ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส มีน้ำนวล  ลดปัญหาสิว ลดการเกิดเม็ดสีผิวเมลานิน
วิธีการทำคือ นำวุ้นว่านหางจระเข้ล้างให้สะอาดโดยเฉพาะยางสีเหลือเอาเฉพาะส่วนวุ้นมาปั่นให้ละเอียดผสมน้ำมะนาว ล้างหน้าให้สะอาดแล้วนำส่วนผสมมาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 - 20 นาที ล้างหน้าให้สะอาด ทำทุกวัน เช้า-เย็น จุดด่างดำ ค่อยๆจางลงไปเรื่อยๆ
สูตรที่ 3 หัวไชเท้า
สรรพคุณ คือ มีสารไกลโคไซ อุดมไปด้วยวิตามินเอ ช่วยลดรอยดำอย่างฝ้า กระ จุดด่างดำได้เป็นอย่างดี ทำให้สิวยุบ และแห้งไวล้างไขมันภายในรูขุมขน ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
วิธีการทำคือ นำหัวไชเท้าที่ปั่นเอาแต่น้ำมาแช่เย็นผสมกับดินสองพองน้ำผึ้ง พอกหน้า 15-20 นาที ล้างออกให้สะอาดแล้วจึงบำรุงต่อด้วย hira blue เท่านี้หน้าก็ใสแล้ว แต่สูตรนี้ไม่แนะนำสำหรับคนที่มีใบหน้าบอบบางและค่อนข้างแพ้ง่ายเพราะว่าอาจจะอาจจะเกิดอาการแสบร้อนและคันได้
สูตรที่  4 ใบกระเพรา
สรรพคุณ คือ มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส และวิตามินซี ต่อต้านอนุมูลอิสระลดรอยดำจากฝ้า ได้
วิธีการทำคือ นำใบกระเพราะมาปั่นแล้วผสมกับน้ำอุ่นนำมาทาให้ทั่วทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วล้างออกให้สะอาด

READ ARTICLE

สาเหตุที่ทำให้ผิวแห้งเสีย

การที่เราจะบำรุงผิวให้กลับมาสวยและสุขภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่อง่ายเลย ต้องใช้เวลาและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมด้วย ซึ่งก่อนที่เรานั้นจะมาบำรุงผิวนั้นต้องพยายามเข้าใจถึงสาเหตุของผิวเสียก่อนทำการบำรุงผิว
1. สารตกค้าง เรื่องของการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์มีส่วนทำให้ผิวพรรณไม่สวยสดใส  ในอาหารหลายชนิดก็เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายไม่สดใสงดงาม อีกทั้งยังเป็นอนุมูลอิสระที่คอยทำให้เซลล์เสื่อมและแก่ชรา เช่น ของหมักของดอง ของทอดและเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เป็นต้น
2. การสูบบุหรี่ เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวเสียเพราะว่าบุหรี่เมื่อสืบเข้าไปจะไปทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้หลอดเลือดหดตัว และทำให้การส่งสารอาหารไปตามหลอดเลือดแย่ลงด้วย สังเกตว่าผู้หญิงที่สูบบุหรี่มักที่จะผิวไม่สวยด้วย
3. ยาเสพติด นอกจากทำร้ายสุขภาพองค์รวมแล้ว และยังมีสารอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ให้เสื่อม แก่ชรา และอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้
4. เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ แม้นว่าการดื่มจะทำให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมในการทำงานแต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าผลเสียต่อผิวมากมายคือ ทำให้เนื้อเยื่อทั่วร่างกายและผิวหนังขาดน้ำจนเกิดรอยเหี่ยวย่นและเกิดถุงใต้ตาได้ง่ายด้วย
5. แสงไฟที่สว่างจากจอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์ที่มีรังสีต่าง ๆ แม้นว่าเรานั้นจะไม่ไปตากแดดหรือว่าโดนรังสีอัลตร้าไวโอเลตก็ตามอยู่แต่ในห้องสงไฟนีออนหรือว่าจอโทรศัพท์ก้ทำร้ายผิวได้โดย จะไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีดำมากขึ้นและกระจายสู่หนังกำพร้าได้เช่นเดียวกับแสงอาทิตย์
6. การลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีการ คือ การอดอาหารและไม่ออกกำลังกายทำให้น้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและหย่อนยานอย่างชัดเจน ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่จะช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นและอยากที่จะอยากลดน้ำหนักก็ควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ผิวจะไม่เสียแตกลายและเหี่ยวย่น
7. แสงแดดและมลภาวะ เป็นตัวการอีกตัวทำร้ายผิว ซึ่งหลีกเลี่ยงยากดังนั้นเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรที่จะหาครีมกันแดดทาในเอพพีเอพที่เหมาะสมพร้อมทั้งเมื่ออกแดดแรงมาใช้ sewa บำรุงอีกทีพอที่จะช่วยให้การเติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้

 

READ ARTICLE

แจก 3 สูตรเด็ดลดปัญหารังแคด้วยธรรมชาติ

ปัญหาเรื่องของรังแคและหนังศีรษะถ้ามันแก้ง่ายหรือว่าแก้ครั้งเดียวหลายมันคงจะไม่กลายเป็นปัญหาหนักอกและหนักใจของใครต่อใครหลายต่อหลายคนหรอกนะแต่เพราะว่ามันคือ ปัญหาที่แก้ไม่ตกและแนวทางในการที่จะรักษาด้วยยามันทำได้ไหมมันทำได้แต่หลายต่อหลายคนอยากที่จะหลีกเลี่ยงจากวิธีการแบนนั้นอยากที่จะหันมาหาหนทางและวิธีการจากธรรมชาติมากกว่า
ปัญหาที่ทำให้รังแคนั้นกวนใจมากที่สุด คือ ปัญหาในเรื่องของอาการคันและรังแคที่หลุดออกมา หรือกระจายให้เห็นชัดเจนตามเส้นผมทำให้ยิ่งสูญเสียความมั่นใจด้วย ยิ่งเกายิ่งคันยิ่งกันยิ่งเกาจนแดงไปหมดแล้วรังแคก็ยิ่งหลุดร่วงด้วย เพราะว่าหากว่าเราปล่อยให้ปัญหานี้ยิ่งลุกลามจะทำให้เราดูเหมือนคนที่ไม่รักษาความสะอาด หรือไม่ดูแลตัวเอง ทำให้คนมองเราไม่ดีได้
วิธีการลดรังแคและขจัดแบบธรรมชาติ หรือการใช้สมุนไพรใกล้ตัวมันดีกว่าใช้ แชมพูแก้ผมร่วง ซึ่งทำได้เองที่บ้าน เป็นทางเลือกสำหรับคนที่มีปัญหารังแคกันลองมาดู 3 สูตร 3 วิธีการที่เราจะแนะนำกันดีกว่า
สูตรที่ 1 การขจัดรังแคด้วยโยเกิร์ต
เป็นที่รู้กันว่าโยเกิร์ตอุดมไปด้วยโปรตีน ทานแล้วมีประโยชน์กับร่างกายไม่พอยังมีประโยชน์กับเส้นผมด้วย เป็นอาหารของเส้นผม และเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและเส้นผมได้เป็นอย่างดี การนำโยเกิร์ตมาช่วยในการที่จะรักษาปัญหาหนังศีรษะนั้นจึงค่อนข้างจะได้ผลมาก นอกจากจะช่วยเรื่องรังแคแล้ว ยังทำให้ผมนุ่มสลวย เงางาม ดูมีน้ำหนักอีกด้วย เรียกว่าโยเกิรืตสามารถที่จะคืนชีวิตให้กับเส้นผมได้เลย
วิธีการทำคือ ใช้โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติที่ปราศจากการแต่งทุกอย่าง แล้วนำมาชโลมให้ทั่วหนังศีรษะเท่านั้น ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วทำความสะอาดผมตามปกติด้วยการใช้แชมพูสูตรที่เหมาะสมกับสภาพผมเราแล้วสระตามขั้นตอนเท่านี้ก็ช่วยผมได้
สูตรที่ 2 สูตรการลดรังแคด้วยเกลือ
เกลือที่จะใช้ในการที่จะดูแลเส้นผมของเราให้ไม่มีรังแค และผมไม่ขาดหลุดร่วงนั้นก็คือเกลือทั่วไปที่เราใช้ในการที่จะปรุงอาหารนั้นแหละเพราะว่าเหลือที่เราใช้ในการปรุงอาหารนั้นจะมี คุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จึงนิยมทำเป็นสูตรสครับผิว และยังช่วยในการสครับหนังศีรษะด้วย

READ ARTICLE

การเลี้ยงปลาสวายและปลาดุกเพื่อการประกอบอาชีพ

ปลาสวายและปลาดุก เป็นพันธุ์ปลาของไทยเราที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงเพื่อการเกษตร วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับการเลี้ยงปลาสวายและปลาดุก
ปลาสวาย
ปลาสวายมีประวัติการเลี้ยงในย่านแหลมอินโดจีนมานาน ปลาสวายเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ มีความยาวถึง 1.50 เมตร การเลี้ยงปลาสวาย เริ่มด้วยการรวบรวมลูกปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การวางไข่ของปลาสวายจะเริ่มต้นในฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - เดือนตุลาคม แหล่งวางไข่ก็คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่นครสวรรค์ - ชัยนาท และลุ่มน้ำโขง ลูกปลาที่จับได้มักจะปนกัน คือมีทั้งปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาสังกะวาด ปัจจุบันลูกปลาที่นำมาเลี้ยง ส่วนใหญ่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมและฉีดฮอร์โมน
ลูกปลาสวายกินแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหาร หากอาหารมีไม่พอเพียง ลูกปลาจะกินกันเอง ในวันที่ 2 หลังจากฟักเป็นตัว ลูกปลาอายุ 16-21 วัน จะมีความยาว 2-6 เซนติเมตร กินอาหารสมทบจำพวกเนื้อปลา เนื้อหอยได้ และสามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน หรือในกระชังตาถี่ได้
การเลี้ยงปลาสวายอาจเลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้ เช่น ปลา ตะเพียน อาหารของปลาสวาย ได้แก่ เศษอาหาร เศษปลา รำข้าว ข้าวต้มสุก ระยะการเลี้ยง 8-10 เดือน ปลาสวายจะโตได้น้ำหนัก 1-1.2 กิโลกรัม
ปลาดุก
ปลาดุกมีอยู่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และแอฟริกา ปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะพิเศษ ช่วยในการหายใจ ฉะนั้นจึงทำให้สามารถอยู่บนบกได้เป็นชั่วโมง และอยู่ในน้ำที่ปริมาณก๊าซออกซิเจนต่ำได้ จึงเหมาะแก่การที่จะเลี้ยง การเลี้ยงปลาดุกมีมากในแอฟริกาตะวันออก และใน ประเทศไทย ไทยเรามีปลาดุกอยู่ประมาณ 7 ชนิด แต่ที่นิยม เลี้ยงมีอยู่ 2 ชนิดคือ ปลาดุกด้าน และปลาดุกอุย
ลูกปลาดุกที่นำมาเลี้ยง แต่เดิมก็เก็บรวบรวมจาก แหล่งน้ำธรรมชาติในฤดูฝน แหล่งหนึ่งๆ จะได้ลูกปลาประมาณ 2,000-15,000 ตัว ปีหนึ่งๆ จะจับลูกปลาได้ประมาณ 50 ล้านตัว
ความนิยมในการเลี้ยงปลาดุกได้เพิ่มความต้องการ ลูกปลามากขึ้น จึงได้มีผู้เพาะลูกปลาสำหรับจำหน่ายโดยเฉพาะ ลูกปลาอายุ 5 วัน เมื่อถุงไข่แดงยุบแล้ว จะนำไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ซึ่งเป็นบ่อดิน มีเนื้อที่ผิวน้ำประมาณ 3 ตารางเมตร น้ำลึก 10-18 เซนติเมตร อัตราการปล่อย 5,000-6,000 ตัวต่อตารางเมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วยลูกไร เมื่ออายุได้ 2-3 สัปดาห์ ใช้ปลาต้มเป็นอาหาร เมื่อลูกปลาโตได้ขนาดความยาว 10 เซนติเมตร จึงนำไปปล่อยลงเลี้ยงในบ่อเป็นปลาใหญ่เพื่อจำหน่ายต่อไป
หากคุณกำลังสนใจการเลี้ยงปลาใน กระชังปลา หรือในบ่อดิน เพื่อการประกอบอาชีพ ปลาสวายและปลาดุก ก็เป็นปลาสายพันธุ์ไทยที่เป็นตัวเลือกที่ดีของคุณได้

READ ARTICLE

อาหารการกินที่เหมาะสมของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์

สำหรับผู้หญิงเรา ในช่วงที่ตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดและลำบากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตเช่นกัน อาหารที่เรากินเข้าไปนั้นย่อมส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างมาก และยังส่งผลต่อลูกน้อยในท้องอีกด้วย วันนี้เราจึงขอแนะนำหรือแบ่งปันอาหารที่ควรกินในช่วงตั้งครรภ์ในแต่ละเดือนกันค่ะ
เรื่องของอาหารการกินมีความสำคัญต่อคุณอย่างมาก โดยเฉพาะกับลูกน้อยในครรภ์ของคุณ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องใส่ใจ และละเลยไม่ได้อย่างเด็ดขาด คุณจะต้องเข้าใจในเรื่องของการกินที่เหมาะสม และนึกไปถึงความต้องการของลูกน้อยด้วย ซึ่งสามารถเลือกกินได้ดังนี้
ช่วง 1-3 เดือนแรก
ช่วงตั้งครรภ์ 1-3 เดือนแรก เป็นช่วงที่คุณแม่ต้องการพลังงานมากขึ้น และอาจมีอาการคลื่นไส้ รู้สึกเวียนศีรษะได้ เนื่องจากอาการแพ้ท้อง อาหารที่ควรทาน คุณสามารถทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นเมนูผักเป็นอาหารหลัก เพราะผักจะช่วยในการย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย หากมีอาการแพ้ท้อง คุณสามารถทานผลไม้รสเปรี้ยวได้ และควรดื่มเครื่องดื่มที่เป็นน้ำผลไม้สด เช่น น้ำส้มคั้น น้ำแตงโมคั้น เป็นต้น
ช่วง 4-6 เดือน
ในช่วงนี้ เป็นช่วงที่ลูกน้อยกำลังเจริญเติบโต คุณจึงรู้สึกอึดอัดท้องมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ อาหารที่ควรทาน คุณควรทานผักใบเขียวที่มีวิตามินสูง เช่น บล็อกโคลี คะน้า ผักบุ้ง แครอท ถั่วงอก มะเขือเทศ และปลาทะเล เพื่อเป็นการบำรุงลูกในท้อง หากคุณมีอาการท้องอืด ควรดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ เพื่อช่วยระบาย
ช่วง 7-9 เดือน
เป็นช่วงที่คุณใกล้กำหนดคลอดแล้ว อาหารที่ควรทาน จึงเป็นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น บล็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง เมื่อใกล้คลอด คุณควรทานอาหารที่มีรสร้อน ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เลือดไหลเวียนดี มีน้ำนมมาก เช่น หัวปลี ใบกะเพรา กุยช่าย กานพลู มะละกอ ฟักทอง ขิง และใบแมงลัก
แม้ว่าจะอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ และมีหลายอย่างที่คุณอยากกินตามใจปากโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักตัวเท่ากับตอนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ แต่ก็จะต้องเลือกกินอย่างเหมาะสมด้วย นอกจากการกินอย่างเหมาะสมแล้ว คุณควรออกกำลังกาย หรือปฏิบัติตนต่างๆ อย่างเหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการป้องกันอาการ ผมร่วงหลังคลอด อาการเจ็บปวด หรืออาการต่างๆ ได้อย่างมากอีกด้วย

READ ARTICLE

ขั้นตอนบำรุงหน้าใสในตอนเช้า

การดูแลผิวหน้าไม่ใช่เรื่องของใคร จะต้องรู้จักเริ่มจากตนเองเสียก่อน หากไม่เริ่มจากตนเอง หวังแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีอย่าง ครีมหน้าใส หรือว่าอาหารเสริมเพื่อดูแลผิวพรรณมันก็ช่วยได้บ้าง แต่หากจะให้มันได้ผลยั่งยืนและได้ผลในระยะยาวแล้วก็จะต้องเริ่มจากตนเองก่อน ผลที่ได้ออกมาก็ได้กับตัวของเราเอง คือ ผิวสวยสุขภาพดี ไปไหนต่อไหนก็มั่นใจ สวยหล่อกันทุกคน เช่นเดียวกันกับการดูแลผิวหน้ามีขั้นตอนในการที่จะดูแลผิวหน้าก่อนนอนแล้ว ตอนนี้เรามาดูแลผิวหน้าสำหรับตื่นนอนกันบ้างว่ามีขั้นตอนอย่างไร ทำไม่ยากเหมาะกับทุกสภาพผิวด้วย

วันนี้เราจะมานำเสนอขั้นตอนของการดูแลบำรุงผิวหน้าหลังจากตื่นนอนแล้ว เพื่อให้ผิวหน้าของเราดูสวยสดใส สุขภาพดีเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกลัวเรื่องริ้วรอยก่อนวัย ผิวคล้ำ ด้วยขั้นตอนการบำรุงผิวหน้าแบบทีละขั้นตอนหลังจากตื่นนอนมาฝาก ซึ่งในขั้นตอนสำหรับการบำรุงผิวในตอนเช้า จะเป็นการเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการออกไปข้างนอก และมีขั้นตอนของการ ป้องกันแสงแดดที่เป็นตัวการทำร้ายผิวด้วย

ขันตอนที่ 1 ขั้นตอนของการล้างทำความสะอาดใบหน้ากันก่อนเลย ตื่นเช้ามาก็ ล้างใบหน้าก่อนเลยโดยใช้ตัวช่วยอย่างโฟมหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าที่เข้ากับสภาพผิวของแต่ละคนได้เลย
ขันตอนที่ 2 ขั้นตอนของการลงโทนเนอร์ต่อจากล้างหน้าเสร็จแล้ว ก็ใช้โทนเนอร์เช็ดใบหน้า เพื่อเอาสิ่งสกปรกที่อาจจะอุดตันตามผิวหนังออกก่อน และช่วยลดสิวได้ดีอีกด้วย
ขันตอนที่ 3 ทาครีมรักษาหรือว่าครีมบำรุงผิวหน้า เช่น ครีมรกแกะ ใครก็ตามที่กำลังรักษาผิวหน้า เช่น สิว ฝ้ากระ ก็ทาหลังจากที่ลงโทนเนอร์แล้ว ผิวหนังของเราจะเปิดกว้างเหมาะสมกับการบำรุงและการรักษาผิวอีกด้วย  
ขันตอนที่ 4 การลงมอยเจอร์ไรเซอร์หรือเดย์ครีม เป็นการขั้นตอนของการบำรุงผิวหน้าอย่างดีด้วยเช่นกัน ช่วยมอบความชุ่มชื้นแก่ผิว
 ขันตอนที่ 5 หลังจากบำรุงผิวกันเสร็จแล้ว มาถึงขั้นตอนของการปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยการลงครีมกันแดด สามารถที่จะเป็นเกราะในการกำบังผิวจากแสงแดดอันเป็นตัวการทำร้ายผิวได้ดี
ขันตอนที่ 6 เมื่อทำการบำรุงหน้าครบเซ็ตแล้วค่อยมาทำการแต่งหน้า ตามปกติเท่านี้เราเองก็จะสามารถที่จะออกไปเที่ยวหรือว่าไปธุระ ไปทำงานได้อย่างสบายใจเพราะว่าได้รับการบำรุงเตรียมพร้อมกับการออกไปเผชิญมลภาวะแล้ว

READ ARTICLE

จัดสัมภาระในกระเป๋าเดินทางถือขึ้นเครื่องอย่างไรให้...

นอกจากการเลือก กระเป๋าเดินทางราคาถูก ให้มีขนาดเหมาะสมกับการเดินทางของคุณแล้วนั้นเรื่องของจัดสัมภาระในกระเป๋าถือขึ้นเครื่องให้เรียบร้อย ใส่กระเป๋าได้หมด เหมาะสมกับวันเดินทางแล้วนั้น เรื่องของข้อกำหนดในการเดินทางทางเครื่องบินนั้นมันก็มีข้อกำหนดของทางการบินเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นไปกฏการบินที่จะต้อง สร้างความสมดุลระหว่างในการขึ้นบิน และยังรักษาความปลอดภัยในระหว่างการบินอีกด้วย ดังนั้นเมื่อจะต้องเดินทางช่องทางนี้จะต้องทำการศึกษาในเรื่องของข้อกำหนดการบินให้ดีก่อนว่าวิ่งไหนที่สามารถที่จะนำไปได้หรือไม่ได้

วันนี้จึงขอรวบรวมข้อผิดพลาดทั่วไปในการจัดสัมภาระในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง ว่าสิ่งไหนที่ไม่สมควรนำมา ขึ้นเครื่อง เพราะว่าไม่งั้นอาจจะต้องทิ้งสิ่งของสิ่งนั้นไป อันมีมูลค้าพอสมควรสำหรับการที่จะต้องหาซื้อใหม่ อีกทั้งยังไม่มีของดังกล่าวใช้ในระหว่างการเดินทางด้วย

1.ข้อกำหนดในการที่จะนำของเหลวหรือเจลที่มีขนาดใหญ่กว่า 3.4 ออนซ์ (100 มิลลิลิตร) นั้นเอง ดังนั้นของใช้จำเป็นไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมกันแดด โลชั่น ครีมอาบน้ำ ควรใส่ขนาดขวดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร เท่านั้นไม่งั้นไม่สามารถที่จะนำขึ้นเครื่องได้ จะต้องโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องเท่านั้น ซึ่งข้อยกเว้นบางประการสำหรับกฎระเบียบนี้ในการนำของเหลวขึ้นเครื่องคือ ละเว้นได้หากเป็น ยาที่จำเป็นและอาหารสำหรับทารกหรือเด็ก เท่านั้น
2. อย่านำของต้องห้ามในการเดินทางเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นแพ็คติดตัวหรือว่าจงใจในการแพ็คเพื่อหลบเลี่ยงเครื่องตรวจ เช่น อาวุธปืน วัตถุระเบิด มีดและใบมีดโกน สเปรย์ป้องกันตัวเอง  ส่วนกรรไกรนั้นสามารถนำติดตัวไปได้แต่ใบมีดนั้นสั้นกว่า 6 นิ้ว
3. การนำของใช้ เช่น ของเหลว หรือว่าเจล อย่าเก็บเอาไว้ลึกจนเกินไป มิฉะนั้นเมื่อผ่านเครื่องตรวจอาจจะต้องล้วงออกมาเพื่อตรวจสอบปริมารว่าเดินกำหนดหรือไม่ ทำให้เสียเวลาในการที่จะต้องล้วงออกมาให้ตรวจสอบและยัดสัมภาระเข้าทีเดิมอีกล่ะ
4. อย่านำสัมภาระไปมากจนเกินไป เพราะว่าทางสายการบินแต่ละบริษัทต่างมีข้อกำหนดในการที่นำขึ้นเครื่องด้วย เช่น ทั้ง Thai Airways และ Air Asia กำหนดน้ำหนักกระเป๋าถือขึ้นเครื่องต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม บางสายการบินรวมสองชิ้นไม่เกิน 5 กิโลกรัมยังมีเลย
6. เอกสารสำคัญต้องเอาติดตัว ไม่งั้นเมื่อจะต้องทำการตรวจเช็คต้องใช้เวลาในการหาหรือว่าล้วงนาน และสิ่งของที่จะต้องใช้เสมอ เช่น ยาดม หูฟัง ควรเก็บไว้ติดตัวเสมอ